“นริดา” ส้นสูงผ้าไหม แบรนด์ไทยสไตล์ไฮโซ

“นริดา” ส้นสูงผ้าไหม แบรนด์ไทยสไตล์ไฮโซ

               จากความสวยงามของผ้าไหม ถูกนำมาตัดเย็บเป็นรองเท้าส้นสูง ดีไซน์สง่างาม ในชื่อเครื่องหมายการค้า “นริดา” จากฝีมือของคนหนุ่มรุ่นใหม่ ซึ่งพลิกวิกฤตเป็นโอกาส สร้างสรรค์รองเท้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ชูความเป็นไทยในสไตล์หรู

จิรยุทธ์ ชลทิศ

             จิรยุทธ์ ชลทิศ วัย 28 ปี เจ้าของธุรกิจ หจก.ดรีมเฮาส์โปรดักชั่น ผู้ผลิตและจำหน่ายรองเท้าผ้าไหม แบรนด์“นริดา” (Narida) เล่าจุดเริ่มต้นมาจากความพยายามปรับตัวของธุรกิจ จากเดิมเป็นพ่อค้าคนกลางรับรองเท้าราคาถูก ประเภท 199 บาท ส่งไปขายต่อยังต่างประเทศ กระทั่งถูกคู่แข่งจากจีน เวียดนาม อาศัยข้อได้เปรียบเรื่องราคาแย่งตลาดไป จำเป็นต้องเปลี่ยนแนวสินค้าให้แตกต่างออกไป พร้อมหันไปหาลูกค้าตลาดบนแทน

              “ไอเดียมาจากผมอยากนำวัสดุไทยๆ มาประยุกต์ให้เกิดเอกลักษณ์ของตัวเอง โดยเลือกเป็นผ้าไหม เพราะแต่ละลายมีเอกลักษณ์และเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของไทย สามารถพลิกแพลงได้หลากหลาย เมื่อรวมกับการเป็นงานแฮนด์เมด ผลิตโดยช่างฝีมือคนไทย ใส่ดีไซน์สากล ช่วยเพิ่มคุณค่าให้สินค้า และยังป้องกันต่างชาติเลียนแบบได้ด้วย”

                เจ้าของธุรกิจ เล่าต่อว่า ใช้ทุนเริ่มต้นประมาณ 4 แสนบาท ส่วนใหญ่หมดไปกับการลองผิดลองถูกให้ได้รูปแบบและมาตรฐานตามต้องการ โดยการผลิตใช้วิธีว่าจ้างทั้งหมด ตั้งแต่ว่าจ้างโรงงานทอผ้าไหม ว่าจ้างช่างตัดเย็บ และช่างรองเท้า ซึ่งวิธีนี้มีข้อดี ไม่ต้องลงทุนสูง ในการซื้อเครื่องจักร สร้างโรงงาน หรือว่าจ้างพนักงานจำนวนมาก โดยบริษัทมีพนักงานประจำเพียง 2 คนเท่านั้น อย่างไรก็ตาม การว่าจ้างผลิตทั้งหมด ต้องแลกกับการทำงานที่ยุ่งยาก ซับซ้อน ต้องคอยประสานงาน และถ้วนถี่ในการตรวจสอบคุณภาพ     “รองเท้าหนึ่งคู่ที่ออกมา ต้องมีส่วนประกอบกว่า 20 ชิ้น ซึ่งทุกอย่างต้องบริหารจัดการได้ครบถ้วน และพร้อมเพรียงกัน สิ่งสำคัญคือระบบการบริหาร โดยต้องคอยกำชับช่างรองเท้า ให้รับผิดชอบ ให้งานออกมาผ่านเกณฑ์ของผม ที่ตั้งว่า รองเท้าผ้าไหม “นริดา” ต้องใส่สบาย แข็งแรงทนทาน ไม่มีปัญหายับ ย่น ย้วย เพราะการทำธุรกิจรองเท้าให้ประสบความสำเร็จผมจะคิดเสมอว่า ลูกค้าซื้อไปแล้วต้องรู้สึกคุ้มค่ากับเงินที่เขาเสียไป ได้สินค้าคุณภาพดี ดีไซน์เป็นเอกลักษณ์ หาไม่ได้ในท้องตลาด และราคาสมเหตุสมผล”

             เนื่องจากเป็นผู้ประกอบการรายเล็กๆ เคล็ดลับที่ช่วยให้ธุรกิจตั้งไข่สำเร็จ จิรยุทธ์ ระบุว่า ต้องคุมต้นทุนไม่ให้จมกับสต๊อกสินค้า ดังนั้น ก่อนจะผลิตแต่ละแบบออกมา จะสอบถามความต้องการของตลาดและทดลองตลาดจนแน่ใจเสียก่อนว่า จะไม่เกิดปัญหาค้างสต๊อก ดังนั้น รองเท้า “นริดา” จึงมีแบบ สี และขนาด ไม่มากนัก เลือกคัดเฉพาะที่เชื่อว่าจะขายได้แน่ๆ

              “ธุรกิจรองเท้ามีความเสี่ยงด้านค้างสต๊อกมาก ดังนั้น การออกแบบก่อนจะผลิต ผมจะต้องสอบถามความต้องการของลูกค้า รวมถึงเก็บข้อมูลความต้องการของตลาดก่อน ทั้งโทนสี ขนาด ฯลฯ ให้แน่ใจว่า ทำมาแล้วขายออกแน่ๆ ดังนั้น รองเท้าของผมจะมีแบบ สี และขนาดไม่มากนัก รวมแล้วประมาณ 15 แบบ ส่วนใหญ่หนึ่งสีต่อหนึ่งแบบ แต่ละแบบมีประมาณ 3-6 ขนาดเท่านั้น เน้นเป็นรองเท้าส้นสูง ดูหรูหรา เน้นคลาสสิก ไม่ตามกระแสแฟชั่นมากจนเกินไป พยายามให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกว่าเป็นรองเท้าที่จำเป็นต้องมีไว้ใช้”

              “ผมตั้งว่า รองเท้าผ้าไหม “นริดา” ต้องใส่สบาย แข็งแรงทนทาน ไม่มีปัญหายับ ย่น ย้วย เพราะการทำธุรกิจรองเท้าให้ประสบความสำเร็จผมจะคิดเสมอว่า ลูกค้าซื้อไปแล้วต้องรู้สึกคุ้มค่ากับเงินที่เขาเสียไป ได้สินค้าคุณภาพดี ดีไซน์เป็นเอกลักษณ์ หาไม่ได้ในท้องตลาด และราคาสมเหตุสมผล” – จิรยุทธ์ ชลทิศ

                 นอกจากนั้น ด้านการตลาด เน้นขายด้วยตัวเอง ตัดขั้นตอนผ่านพ่อค้าคนกลางออกไป เพื่อลดต้นทุนการตลาด ไม่ให้สินค้าราคาสูงเกินไป

                  สำหรับตลาดหลักในปัจจุบัน 70% ส่งออกต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ และอังกฤษ เป็นต้น ส่วนตลาดในประเทศเน้นออกงานแสดงสินค้าร่วมกับหน่วยงานภาครัฐที่สนับสนุนSMEs เช่น กรมส่งเสริมการส่งออก กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เป็นต้น โดยคัดเฉพาะงานใหญ่ๆ เฉลี่ยเพียงปีละ 4 ครั้งเท่านั้น

                    ทั้งนี้ รองเท้า “นริดา” ราคาเริ่มต้นที่ 1,200 – 1,600 บาท กลุ่มลูกค้าหลักคือ สุภาพสตรีวัย 20 ปีขึ้นไป ตั้งแต่นักศึกษา พนักงานบริษัท เจ้าของธุรกิจ และผู้บริหาร ซึ่งชอบสินค้าที่มีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่ซ้ำแบบใคร เหมาะทั้งใส่ออกงานกลางคืน และใส่ในชีวิตประจำวัน

                 กลยุทธ์ตลาดอีกด้านของรองเท้าผ้าไหมรายนี้ คือ จะไม่ลดราคาเด็ดขาด โดยจิรยุทธ์ให้เหตุผลว่า การลดราคาเป็นการฆ่าตัวตาย โดยเฉพาะระดับ SMEs ซึ่งสายป่านสั้น เพราะหากลดราคาครั้งหนึ่งแล้ว ครั้งต่อไปลูกค้าจะเกิดพฤติกรรมรอซื้อเมื่อลดราคาเท่านั้น กระทบให้ธุรกิจระดับเล็กๆ ขาดเงินทุนหมุนเวียน ดังนั้น เขาจึงเลือกไม่ลดราคา และออกงานแสดงสินค้าน้อยครั้ง เมื่อลูกค้ามาพบเจอสินค้าที่เคยซื้อแล้วติดใจ จะตัดสินใจซื้อซ้ำทันที

อ้างอิงจาก  : www.thaismefranchise.com

Advertisements

แบรนด์ “SIRIVANNAVARI”

 

ดูรายละเอียดได้ที่    www.sirivannavari.com 

 

 

                 พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ทรงเผยโฉมคอลเลคชั่นในพระองค์ ประจำฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2010 ภายใต้พระดำริ ” THE WORLD IS NOT ENOUGH ”

พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ทรงเผยโฉมผลงานทรงออกแบบ จากคอลเลคชั่นเสื้อผ้าสำหรับสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ พร้อมด้วยเครื่องประดับ และเครื่องหนังประจำฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2010 ของแบรนด์ SIRIVANNAVARI ภายใต้แนวพระดำริ The World is not enough (เดอะ เวิล์ด อิส นอท อินาฟ) ที่สะท้อนให้เห็นถึงสไตล์ และสีสันตามแบบฉบับการใช้ชีวิตอันสุขสำราญ ในช่วงฤดูร้อนของชาวเมดิเตอเรเนียน

                  คอลเลคชั่นเสื้อผ้า เครื่องหนัง และเครื่องประดับประจำฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2010 แฝงไว้ด้วยกลิ่นไอของการเดินทางอย่างมีสไตล์ เหนือท้องทะเลสีฟ้าแซฟไฟร์แห่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนจากทางตอนใต้ของยุโรป ตั้งแต่เกาะซานโตรินีของกรีซ เกาะคาปรีของอิตาลี เฟรนช์ ริเวียร่าของฝรั่งเศส เรื่อยไปจนถึงทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกา อย่างกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ โดยในคอลเลคชั่นนี้ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ทรงดึงรายละเอียดต่างๆ ของวัฒนธรรมเมดิเตอเรเนียนที่โดดเด่น แล้วทรงนำมาตีความ และทรงถ่ายทอดออกมาในภาษาของแฟชั่นภายใต้คอนเซ็ปท์ “The World is not enough” ซึ่งอารมณ์ของเสื้อผ้ามีความพริ้วไหว เซ็กซี่ รีแลกซ์ แต่ยังคงความโก้หรู และโมเดิร์นที่สัมผัสได้ นอกจากนี้ จุดเด่นของคอลเลคชั่น ยังอยู่ที่การทรงนำลายภาพวาดฝีพระหัตถ์ซึ่งจัดแสดงที่นิทรรศการศิลปะ “HOW I SEE IT” มาสร้างสรรค์ใหม่ให้เป็นลายกราฟฟิคเอกลักษณ์ประจำคอลเลคชั่นล่าสุดนี้อีกด้วย

               พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ทรงมีรับสั่งว่า “ในระหว่างที่ข้าพเจ้าทำงานอยู่ในยุโรป ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้เดินทาง และสัมผัสไลฟ์สไตล์ของชาวยุโรปที่อาศัยอยู่ในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน จึงทำให้ข้าพเจ้าสังเกตว่าลักษณะการแต่งกายและสีสันในพื้นที่แถบนั้น ก็สามารถนำมาสวมใส่ที่ประเทศไทยได้เช่นกัน เพราะภูมิอากาศที่มีความคล้ายคลึงกัน ซึ่งก็คือที่มาของคอลเลคชั่นนี้ ดังนั้นข้าพเจ้าจึงได้ศึกษาถึงวัฒนธรรมเมดิเตอร์เรเนียนให้มากขึ้นแล้วนำมาตีความใหม่ แล้วนำมาผสมผสานกับเทคนิคการตัดเย็บอันประณีตของแบรนด์ “SIRIVANNAVARI” เพื่อสร้างรูปแบบเสื้อผ้าที่สดใหม่ให้กับคอลเลคชั่น ดังเห็นได้จากเทคนิคการนำผ้าต่างสีต่างชนิดมาเย็บตัดต่อเข้าด้วยกันให้กลายเป็นเสื้อลายกะลาสี แล้วเพิ่มความเซ็กซี่ ด้วยการจับเดรปด้วยเทคนิคชั้นสูงที่ด้านหลังของชุด โครงสร้างกระโปรงแบบสาวยิปซี ที่เพิ่มความโก้หรูด้วยการนำผ้าทูล และผ้าชีฟองมาเย็บตัดต่อกัน ไปจนถึงชุดคัฟทาน (Kaftan) และชุดค็อกเทลที่เพิ่มความเป็น แฟชั่นด้วยโครงเสื้อแบบไม่สมมาตร (Asymmetric)”

                  สำหรับคอลเลคชั่นเสื้อผ้าทรงออกแบบสำหรับสุภาพสตรีประจำฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2010 ประกอบไปด้วยเสื้อผ้าทั้งสิ้น 48 ชุด แสดงถึงเสื้อผ้าที่มีความเป็นเฟมมินีน (Feminine) ที่แฝงไว้ด้วยความเซ็กซี่อย่างมีระดับ โดยมีเอกลักษณ์การตัดเย็บประจำคอลเลคชั่นอยู่ที่การนำเอาเทคนิคการตัดเย็บแบบ เซมิกูตูร์ (Semi-Couture) มาผสมผสานเข้ากับเสื้อผ้าแบบลำลอง เพื่อทำให้หญิงสาวดูโก้หรูมีสไตล์ได้ในทุกโอกาส โดยจะมีทั้งเสื้อผ้าแบบลำลอง ชุดค็อกเทลสั้นที่ดูเก๋สมัยใหม่ ไปจนถึงชุดราตรียาว ที่เปี่ยมล้นด้วยกลิ่นไอและรายละเอียดการตกแต่งเสื้อผ้าแบบเมดิเตอร์เรเนียน อาทิ โครงสร้างกางเกงสามส่วนตัวหลวม โครงสร้างชุดมูมู่และคัฟทานที่กรุยกราย โดยเพิ่มความโก้หรู และสง่างามไว้อย่างชัดเจนด้วยการใช้วัสดุและผ้าอันหรูหรา อย่างเช่น ผ้าไหมชีฟอง (Silk Chiffon) ผ้าไหมซาติน (Silk Satin) ผ้าทูล (Tulle) ลูกปัด และดิ้นทอง และเพิ่มความร้อนแรงประจำฤดูกาลด้วยโทนสีฉูดฉาดอย่าง สีแดงปะการัง (Coral Red) สีบรอนซ์ทอง สีเขียวมะนาว (Lime Green) แต่ยังคงคอนเซ็ปท์เมดิเตอร์เรเนียนด้วยสีขาว สีงาช้าง และสีน้ำเงิน อีกทั้งยังมีความพิเศษด้วยลายกราฟฟิคที่นำมาจากลายภาพวาดฝีพระหัตถ์อย่างลายหัวใจ และลายขนนกยูง ดังเห็นได้จากกางเกงขาสามส่วนสีทองที่เข้าคู่กับเสื้อลายกะลาสีที่นำผ้าต่างสีต่างชนิดมาเย็บตัดต่อเข้าด้วยกัน ก่อให้เกิดลายทางขาวน้ำเงิน ชุดเสื้อกระโปรงที่ผสมผสานเสื้อเชิ้ตจับเดรปมาอยู่คู่กับกระโปรง ยิปซีที่ดูหรูด้วยผ้าทูล และผ้าไหมชีฟอง ชุดค็อกเทลที่โดดเด่นด้วยการนำผ้าลาเม่ (Lamé) มาตัดต่อสลับกับผ้าชีฟอง ทำให้เกิดเป็นลายทาง และเพิ่มความเซ็กซี่ด้วยการจับเดรปถ่วงเผยให้เห็นแผ่นหลังของผู้สวมใส่ ชุดคัฟทานที่ชายเสื้อเป็นระบายกรุยกรายที่ตัดเย็บจากผ้าไหมซาติน ลายกราฟฟิคฝีพระหัตถ์รูปหัวใจ ไปจนถึงชุดราตรียาวผ้าทูล และชีฟองที่กรุยกรายสไตล์เทพธิดากรีก ดูหรูหราด้วยการปักลูกปัด และดิ้นทองซึ่งเป็นงานฝีมืออันประณีต ที่โมเดิร์นตามแบบฉบับของแบรนด์ “SIRIVANNAVARI”

                สำหรับคอลเลคชั่นเครื่องประดับแฟชั่น ทรงออกแบบประจำฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2010 ก็มีความหลากหลายเช่น เดียวกับ คอลเลคชั่นเสื้อผ้า ตั้งแต่สร้อยคอสีฉูดฉาดทั้งสีแดง สีชมพู สีส้ม สีเหลือง สีฟ้า สีเทอร์ควอยซ์ ที่ถักร้อย จากปะการัง เปลือกหอย หินสี แก้ว และลูกปัด ผ้าผันคอลายภาพวาดฝีพระหัตถ์อย่างลายหัวใจ ลายกะโหลก และ ลายนกเพนกวิน ที่นำมาผูกพันเป็นเครื่องประดับของเสื้อผ้าทำให้เกิดสไตล์การแต่งกายแบบใหม่

              ส่วนคอลเลคชั่นเครื่องหนัง ทรงออกแบบประจำฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2010 มีทั้งกระเป๋า และรองเท้า ซึ่งอยู่ภายใต้โทน สีขาว น้ำเงิน แดง และเบจ โดยพระองค์หญิงทรงออกแบบรองเท้าไว้ 2 แบบ คือ รองเท้าสานไม่มีส้น และรองเท้าส้น สูงสีขาวขลิบน้ำเงิน และเบจขลิบน้ำตาล ซึ่งมีแพลทฟอร์ม (Platform) ขนาดครึ่งฝ่าเท้า ในขณะที่กระเป๋าทรงออกแบบในคอลเลคชั่นนี้ มีทั้งกระเป๋าถือใบเล็ก (Clutch bag) ที่ตัดเย็บจากผ้าพิมพ์ลายกราฟฟิค ฝีพระหัตถ์รูปหัวใจประดับโบว์ กระเป๋าสะพายไหล่ที่ตัดเย็บ จากผ้าลายทางสีขาวน้ำเงิน และกระเป๋าสะพายที่ดูเก๋ ด้วยการนำริบบิ้นหนังมาผูกเป็นหูรูดกระเป๋า

             ในขณะที่คอลเลคชั่นเสื้อผ้าทรงออกแบบของสุภาพบุรุษ “S’Homme” (เอส ออม) ซึ่งอยู่ภายใต้คอนเซ็ปท์ของสไตล์แห่งเมดิเตอร์เรเนียนเช่นกัน อันแสดงให้เห็นถึงคาแรกเตอร์ของผู้ชายที่ดูสบาย รีแล็กซ์ ไม่ต้องการรายละเอียดที่เยอะ แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความเท่ และสไตล์อันโดดเด่นในทุกย่างก้าว โดยมีเฉดสีหลักคือ ขาว เบจธรรมชาติ น้ำเงิน และดำ ตั้งแต่เสื้อเชิ้ต กางเกงขาสั้น พิเศษด้วยผ้าพันคอสีแดง ปานามาชาโป (Panama Chapeau) กระเป๋าเป้ และกระเป๋าถือทำด้วยวัสดุผ้าลินิน รวมถึงเสื้อยืดที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสิ่งที่ทรงพบเห็นรอบตัวตั้งแต่หนุ่มกะลาสีเรือ เรื่อยไปจนถึงเศรษฐีเจ้าของเรือยอร์ช ปิดท้ายด้วยกางเกงขายาวแบบหูรูด (Drawstring) และเสื้อเชิ้ตผ้าลินิน ที่ตกแต่งด้วยผ้าลินินตีเกร็ด ในส่วนหน้าของเสื้อ และกุ๊นปกเสื้อด้วย สีดำสุดเท่

             คอลเลคชั่นเสื้อผ้าสำหรับสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ พร้อมด้วยเครื่องประดับแฟชั่น และเครื่องหนังประจำฤดูใบไม้ผลิ /ฤดูร้อน 2010 ของแบรนด์ “SIRIVANNAVARI” มีจัดจำหน่ายแล้วที่ SIRIVANNAVARI บูติค ภายในร้าน เอฟ เซน ดีไซน์ โชว์เคส (F ZEN DESIGN SHOWCASE) ชั้น 1 ห้างสรรพสินค้าเซน

 

อ้างอิงจาก  http://women.sanook.com

ศูนย์ศิลปาชีพระหว่างประเทศ

             ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ หรือ ศ.ศ.ป. เป็นองค์กรที่มุ่งสู่ความเป็นเลิศในการจัดการ การผลิตและการตลาด และเป็นองค์กรหลักในการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือด้านการผลิตและการตลาดในระดับชาติและระดับสากลเพื่อผลักดันให้ผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านเป็นที่นิยมแพร่หลายทั้งในและต่างประเทศ

ขนาดและที่ตั้ง 

            ศูนย์ศิลปาชีพระหว่างประเทศ (ศ.ศ.ป.) ตั้งอยู่บนฝั่งซ้ายของแม่น้ำเจ้าพระยา ตำบลช้างใหญ่ อำเภอบางไทร ติดกับพื้นที่ของศูนย์ศิลปาชีพบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บนเนื้อที่ 45 ไร่ 3 งาน ประกอบด้วย 2 อาคารหลักคืออาคารใหญ่ 4 ชั้น ซึ่งเป็นอาคารแสดงสินค้าศิลปะหัตถอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก พื้นที่ 34,340 ตารางเมตร และอาคารเล็กมีชื่อว่า อาคารตลาดศิลปาชีพบางไทร พื้นที่ 7,000 ตารางเมตร เริ่มก่อสร้างในปี 2542 และก่อสร้างแล้วเสร็จในเดือนกรกฎาคม 2547 รวมมูลค่าก่อสร้างอาคาร 632.7 ล้านบาท และมูลค่าตกแต่งอีก 259 ล้านบาท กระทรวงพาณิชย์ได้น้อมเกล้าถวายศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศเพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดยมีการจัดงาน“ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ ถวายราชสดุดี 72 พรรษา มหาราชินีศรีสยาม”เมื่อวันที่ 6-8 สิงหาคม 2547

บทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบ 

            1. ดำเนินการบริหารจัดการให้มีการประกวดหรือจำหน่ายสินค้าศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน 
            2. พัฒนาผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านทั้งในด้านคุณภาพมาตรฐานรวมทั้งส่งเสริมภาพลักษณ์การพัฒนารูปแบบของผลิตภัณฑ์และการบรรจุภัณฑ์ 
            3. ดำเนินการส่งเสริมสนับสนุนด้านการตลาดและการขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ 
            4. ส่งเสริมความเชื่อมโยงและสนับสนุนระหว่างอุตสาหกรรมการผลิตการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านตลอดจนผสมผสาน หรือประยุกต์เทคโนโลยีที่ทันสมัยกับภูมิปัญญาท้องถิ่น 
            5. พัฒนาฝึกอบรมการบริหารจัดการผลิตและการบริหารงานบุคคล การเงินและการตลาด 
            6. ดำเนินการสนับสนุนด้านลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร และทรัพย์สินทางปัญญาอื่นๆ

ดูรายละเอียดได้ที่  http://www.elibrary.sacict.net/

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

  

พระราชเสาวนีย์ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์  พระบรมราชินีนาถ

             “ข้าพเจ้านั้นภูมิใจเสมอว่า คนไทยมีสายเลือดของช่างฝีมืออยู่ทุกคนไม่ว่าจะเป็นชาวนาชาวไร่  หรืออาชีพใดอยู่สารทิศใดคนไทยมีความละเอียดอ่อน และฉับไวต่อการรับศิลปะทุกชนิด ขอเพียงแต่ให้เขามีโอกาสได้เรียนรู้และฝึกฝนเขาก็จะแสดงความสามารถออกมาให้เห็นได้ “

              สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถทรงสนพระราชหฤทัยในผ้าซิ่นที่ชาวบ้านนุ่งอยู่ครั้งทรงเสด็จไปเยี่ยยมราษฎร จังหวัดนครพนม และทรงจะจัดตั้งให้มีการทอผ้าเป็นอาชีพเสริมให้แก่ชาวบ้าน พระองค์ท่านเสด็จฯไปทรงเยี่ยมราษฎรในฉลองพระองค์ด้วยผ้าที่พวกชาวบ้านทอชาวบ้านต่างตกใจ ว่านี่หรือเป็นผ้าที่เขาทอกันเอง จึงเป็นกำลังใจในการทอให้แก่ชาวบ้านมากยิ่งขึ้น

                จากสมัยก่อนที่มีความคิดอยู่ว่า ผ้าไหม โดยเฉพาะผ้าไหมมัดหมี่ ใส่แล้วจะดูแก่ ซึ่งความจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย พระองค์ท่านก็โปรดฯให้ตัดฉลองพระองค์ถวายสมเด็จพระเจ้าลูกเธอฯ ทรงบ้าง ซึ่งปรากฏว่าก็งดงาม ปัจจุบันนี้ แม้กระทั่งพระเจ้าหลานเธอฯ ก็ทรง เป็นที่ยอมรับกันว่า ไม่ได้เหมือนอย่างที่คิดเอาไว้ แล้วก็เลยออกมาแพร่หลายมากมายเหมือนอย่างปัจจุบันนี้

                พระองค์ท่านทรงสนับสนุนให้เขาทอมากขึ้น เปลี่ยนผืนให้ใหญ่ขึ้น จากนั้นตั้งเป็นมูลนิธิแล้วเอาผ้าที่รับซื้อมาจากชาวบ้านออกเผยแพร่ให้คนรู้จัก ชักชวนให้ช่วยกันสนับสนุนฝีมือชาวบ้าน เป็นที่นิยมมาก สุภาพบุรุษ สุภาพสตรีทั้งหลาย ซื้อมาตัดใส่กัน แล้วก็แพร่หลายออกไปเรื่อยๆ ทรงใช้ช่างไทยในการตัดฉลองพระองค์ นอกเสียจากสมัยที่เสด็จฯ ต่างประเทศ อากาศหนาวต้องใช้เสื้อแบบตะวันตก ก็จะมีช่างชาวต่างประเทศมาช่วยออกแบบบ้าง แล้วอีกประการหนึ่งที่พระองค์ท่านทรงใช้ดีไซเนอร์ต่างประเทศบ้าง นอกจากที่จะให้เขาออกแบบเพื่อให้เหมาะสมกับประเทศนั้นๆ ที่จะเสด็จฯไปแล้ว อีกประการหนึ่งก็คือการที่ทรงให้ดีไซเนอร์ผู้นั้นได้มีโอกาสมาเลือกผ้าไหมไทย แล้วก็เอาไปออกแบบตัดเย็บในห้องเสื้อของเขา ก็นับว่าเป็นการเผยแพร่ผ้าไทยให้ได้มีโอกาสไปอวดโฉมอยู่ที่นั่นให้เป็นที่รู้จักกันมากขึ้น

                การประกวดผ้าไหม จะมีดีไซเนอร์จากต่างประเทศขอเข้ามาชมมากขึ้นทุกปี อย่างเช่น มาดามฮานาเอะ มอริ หลายคนขอมาเพื่อที่จะมาสัมผัสกับผ้าด้วยตนเอง แล้วเขาก็ตื่นเต้น เอาไปตัดเย็บไว้ในห้องเสื้อของเขา พอลูกค้ามาเห็น ลูกค้าชอบใจก็จะสั่งตัด แล้วก็สั่งผ้าเข้ามาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พระองค์ท่านมิได้ทรงช่วยให้ชาวไร่ชาวนาไทยมีรายได้เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น หากทรงเผยแพร่ให้ชาวโลกได้รู้จักประเทศไทยอย่างกว้างไกลในหลายๆ ด้าน ผ้าไหมไทยเป็นสิ่งสูงค่าที่ผู้คนชื่นชอบไปทั่วโลก ก็ด้วยพระบารมี

 

ที่มา : จากหนังสือวารสารราชบัณฑิตยสถาน ฉบับเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในโอกาสทรงเจริญพระชนพรรษา 72 พรรษา 12 สิงหาคม 2547

ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร

               

                 มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถเมื่อวันที่ 21กรกฏาคม2519  และได้ทรงจัดตั้ง โรงฝึกอบรมศิลปาชี ขึ้นแห่งแรกที่พระตำหนักสวนจิตรลดาในวันฉัตรมงคลปี 2523สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯให้นายธานินทร์ กรัยวิเชียรองประธานกรรมการมูลนิธ ิส่งเสริมศิลปาชีพฯ สรรหาที่ดินที่ใกล้เคียง กับพระราชวังบางปะอินเพื่อจัดตั้ง ศูนย์ศิลปาชีพ อีกแห่งหนึ่งนายธานินทร์   กรัยวิเชียรจัดหาที่ดินได้  2 แปลงเป็นที่ดินของสำนักงาน ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวได้ทรงกรุณา โปรดเกล้าฯ พระราชทาน ให้รัฐบาลจัดการปฏิรูปที่ดิน เพื่อให้ราษฎรผู้ยากไร้ได้มีที่อยู่และทำมาหากินตามอัตภาพ แปลงหนึ่ง อยู่ที่อำเภอบ้านนาจังหวัดนครนายก อีกแปลงหนึ่ง อยู่ที่อำเภอบางไทรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ล้นเกล้าฯทั้งสองพระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไป ทอดพระเนตรที่ดินแปลงที่อยู่ที่อำเภอบางไทรด้วยพระองค์เอง ซึ่งที่ดินแปลงนี้มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ  750 ไร่เศษ และทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยว่า สมควรจะสร้างศูนย์ศิลปาชีพ

                วันที่ 3  มิถุนายน 2523  รัฐบาลได้น้อมเกล้าฯ ถวายที่ดินแปลงนี้แด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 4 รอบและรัฐบาลยังได้มีมติให้หน่วยราชการต่าง ๆ สนับสนุน โครงการ ของศูนย์ศิลปาชีพ บางไทรฯซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงจัดตั้งขึ้นโดยมอบหมายให้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงาน

การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นผู้รับผิดชอบในด้านการรักษาความสงบเรียบร้อย และประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆในการจัดฝึกอบรมศิลปาชีพเรื่อยมา และมีการซื้อที่ดิน เพิ่มเติมอีก  200 ไร่เศษรวมเป็นเนื้อที่ของศูนย์ฯ ทั้งหมดเกือบ 1,000 ไร่ในปัจจุบัน

                สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถทรงเสด็จพระราชดำเนินเปิดศูนย์ศิลปาชีพ บางไทรฯ อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 7  ธันวาคม  2527

มีแผนกฝึกอบรม ดังนี้

–                   แผนกช่างตัดเย็บเสื้อผ้า และปักจักร 

–                   แผนกช่างทอผ้าไหม

–                   แผนกช่างโลหะ 

–                   แผนกช่างศิลประดิษฐ์

–                   แผนกช่างทอผ้าตีนจก  

–                   แผนกช่างปักผ้า

–                   แผนกช่างสอดย่านลิเภา 

–                   แผนกช่างประดิษฐ์หัวโขน

–                    แผนกช่างเป่าแก้ว 

–                   แผนกโภชนาการ

–                    แผนกช่างสานผักตบชวา 

–                   แผนกช่างเครื่องเรือนหวาย  

–                   แผนกช่างเครื่องเคลือบดินเผา 

–                   แผนกช่างจิตรกรรมประยุกต์

–                    แผนกช่างเขียนภาพลายไทย  แผนกช่างแกะสลักไม้

–                    แผนกช่างจักสานไม้ไผ่ลายขิด  แผนกช่างปั้นตุ๊กตาชาววัง

–                   แผนกช่างบ้านทรงไทย  แผนกช่างบาติก

–                   แผนกช่างเครื่องเรือนไม้  แผนกช่างประติมากรรม

–                    แผนกช่างเครื่องหนัง  แผนกช่างวาดภาพสีน้ำมัน

–                   แผนกช่างเครื่องยนต์   แผนกช่างเจียระไนพลอย

–                    แผนกช่างภาพกระจกสี  แผนกช่างดอกไม้ขนมปัง

ดูรายละเอียดได้ที่   www.bangsaiarts.com

ยุคสมัยของผ้าไทย

 

           ประมาณพุทธศตวรรษที่ 18   กลุ่มชนชาติไทยได้รวมตัวกันเป็นราชอาณาจักรในอาณาบริเวณต่าง ๆ ของประเทศ ไทยปัจจุบัน อาณาจักรล้านนา อยู่ในบริเวณภาค เหนือ เช่น เชียงใหม่ พะเยา แพร่ น่าน ลำปาง ลำพูน แม่ฮ่องสอน มีการขาย ผ้าอย่างกว้างขวาง ทั้งที่ทอใช้เองและส่งเป็นสินค้าไปขายยังราชอาณาจักรใกล้เคียงเช่น ผ้าสีจันทร์ขาว  ผ้าสีจันทร์แดง ผ้าสีดอกจำปา ผ้ากัมพล ผ้าสำหรับพระภิกษุสงฆ์ เช่น จีวร ผ้าปูอาด ผ้ารัดปะคด ฯลฯ

  • อาณาจักรสุโขทัย ตั้งอยู่บริเวณตอนบนของภาคกลาง มีการทอผ้าหลายชนิด เช่น ผ้าเบญจรงค์ ผ้าสกุลพัสตร์ ผ้าเล็กหลบ ผ้าหนง ผ้ากรอบ เชื่อกันว่าผ้าที่ประชาชนทั่ว ไปใช้สอยนั้นทอกันนอกเมืองสุโขทัย ส่วนผ้าชิ้นในราชสำนัก มีช่างหลวงเป็นผู้ทอและสั่งซื้อจากต่างประเทศอื่น เช่น ประเทศจีน อินเดีย และเปอร์เซีย

  • สมัยกรุงศรีอยุธยารุ่งเรือง มีการสั่งผ้าจากต่างประเทศเข้ามา  ใช้ในราชสำนัก และสั่งเข้ามาขายให้กับประชาชนมากกว่าสมัยสุโขทัย  เช่น ผ้าไหม ผ้าแพรจากจีน ผ้าพิมพ์จากอินเดีย ผ้าปูมจากเขมร ผ้าคานินิส ผ้าลาตินสี ผ้าบิราเบล ผ้า ทันตา ผ้าชูเคโตส จากยุโรป นอกจากนี้ยังมีผ้าพิมพ์ลาย ผ้าปักไหม และปักดิ้น และพรหมจาก เปอร์เซีย ผ้าเหล่านี้ใช้เป็นเครื่องแต่งกายของกษัตริย์และเจ้านายในราชสำนักและใช้ เป็นเครื่อง ตกแต่งราชสำนัก และอาคารบ้านเรือน ในสมัยอยุธยา  เกิดแหล่งค้าผ้าและตลาดจำหน่ายวัสดุ อุปกรณ์ในการทอผ้าตามย่านต่าง ๆ ของกรุงศรีอยุธยาเป็นศูนย์กลางการค้าผ้า เรียกได้ว่าเป็น ยุคทองของการค้าผ้า ทีเดียว

          นอกจากนี้ ผ้ายังมีบทบาทสำคัญหลายประการ เช่น เสื้อผ้าที่ประชาชนสวมใส่จะบ่งบอกฐานะทางสังคมเป็นบรรณาการ ระหว่างประเทศ เป็นเครื่องกำหนดตำแหน่งของผู้สวมใส่ ผ้าบางชนิดใช้เฉพาะพระมหากษัตริย์และเจ้านายชั้นสูง บางชนิดใช้ เฉพาะขุนนาง เช่น ผ้าสมปักปูม สมปักล่อง จวน สมปักลาย สมปักริ้ว เป็นต้น นอกจากนี้ผ้ายังใช้เป็นบำเหน็จรางวัลแก่ข้าราช บริพาร เป็นเครื่องปูนบำเหน็จต่างเงินเดือน เรียกว่า ผ้าหวัดรายปี และผ้าในราชสำนักในลักษณะต่าง ๆ ได้รับทอดถึงกรุง
รัตนโกสินทร์ตอนต้นด้วย

  • สมัยกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น การทอผ้าและซื้อขายผ้า เนื่องจากยุคนั้นยังมีศึกสงคราม และอยู่ในช่วงการฟื้นฟูประเทศ แต่มีหลักฐานปรากฏว่า ทางหัวเมืองทางใต้  มีการ เกณฑ์ช่างทอผ้าจากไทรบุรี เข้ามาสอนคนพื้นเมืองที่สงขลา และนครศรีธรรมราช ทอผ้ายก จนมีชื่อ เสียงจนถึงปัจจุบัน

  • ในสมัยราชกาลที่ 3  ปรากฏผ้าใช้ในราชการหลายชนิด เช่น ผ้าเข้มขาบ ผ้าเตล็ด ผ้าเยียรบับ ผ้าสมนัก (ผ้าสองนักหรือถมปัก) ใน  ช่วง กรุงรัตนโกสินทร์นั้นปรากฏชื่อผ้าชนิดต่างๆ ที่ประชาชนใช้ทั่วไป หลายชนิด เชื่อว่ามีคุณภาพ สีสันลวดลาย อยู่ในเกณฑ์ด้อยกว่าตามฐานะ เช่น ผ้าตาบัวปอก ผ้าดอกสน ดอกเทียน ผ้าตาเล็ดงา ผ้าตามะกล่ำ ผ้าตาสมุก สมัยรัชการที่ 4 ขุนนาง และข้าราชการสำนักสงฆ์ เสื้อแพร และเสื้อกระบอกผ้าขาว แต่ธรรมเนียมการใช้ผ้าก็ยังมิได้เปลี่ยนแปลงมากนัก

  • สมัยรัชการที่ 5 มีการเปลี่ยนแปลงการใช้ผ้า และธรรมเนียมการแต่งกายของชนบางราชการ ให้เลิกนุ่งผ้าปูม แต่ให้ใช้ผ้าม่วงสีน้ำเงินแก่แทน มีการพระราชทานเสื้อ ให้ตามยศ ตำแหน่ง  ซึ่งมักเป็นผ้าแพรสีต่าง ๆ แบ่งตามกระทรวงกรมที่สังกัด  การแต่ง กายพัฒนาไปตามแบบยุโรปมากขึ้น สำหรับสตรีนิยมแต่งกายแบบฝรั่งเสื้อขาวแขนยาวชายเสื้อแค่เอว ห่มแพร สไบเฉียงผ่านอกเสื้อ หรือบางทีห่มตาด สวมถุงน่อง รองเท้าบูต เป็นต้น ในช่วงรัชการที่ 4-5 นี้ ผ้าพิมพ์ลายจากอินเดียกลับมานิยมอีกครั้ง มีการส่งผ้าที่ ออกแบบลวดลายแล้วไปให้อินเดียพิมพ์ลายเรียกว่าผ้าลายอย่าง ต่อมาอินเดียพิมพ์ลาย ไม่เหมือนแบบที่ส่งไปเรียกว่า ผ้าลายนอกอย่าง  จากความนิยมนี้จึงมีการผลิตผ้าพิมพ์ลายขึ้นมา่ช้เองในปี 2475 และเป็นต้นแบบการพิมพ์แบบสกรีน (Screen Printing) มี การเปิดโรงงานผลิตผ้าพิมพ์ ประชาชนจึงพัฒนาการนุ่งผ้าโจงกระเบนแบบโบราณมาเป็นโจงกระเบนผ้าลาย และนุ่งซิ่นหรือนุ่งผ้าลายไทย ในสมัยรัชกาลที่ 6
  • การแต่งกายในยุคหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองหรือยุควัตถุนิยม มีการแต่งกายโดย ใช้ผ้าจากต่างประเทศมากขึ้น แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเพียงช่วงระยะเวลาอันสั้นเท่านั้น

  • รัชการที่ 8 การแต่งกายในราชสำนัก เปลี่ยนแปลงจากการใช้ผ้าราคาสูง ที่ต้องใส่ด้าย เส้นเงินทอง มาใช้ผ้าที่มีลักษณะเรียบง่าย และยังนิยมใช้ผ้าไหม

  • รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี  ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ  ทรงให้ความสนพระทัย ในกิจการทอผ้าพื้นเมือง  และทรง ให้การสนับสนุนส่งเสริมให้มีการทอผ้าพื้นเมืองเป็นที่สวยงาม โดยทรงเป็นผู้นำในการใช้ผ้าพื้นเมืองฉลองพระองค์ทั้งในขณะที่ประทับ ในประเทศ และในวโรกาส เสด็จเยือนต่างประเทศทำให้ผ้าพื้นเมืองของไทยได้มี  โอกาสอวดโฉมต่อสายตาของชาวโลกและสำหรับในประเทศก็ทำให้ความนิยมในผ้าไทย ทั้งไหมและฝ้าย กลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีก และกำลังเจริญเติบโตอย่างงดงาม

อ้างอิงจาก : http://culturelib.in.th

กรมหม่อนไหม

ภารกิจของกรมหม่อนไหม

                 1. ศึกษา วิเคราะห์ เสนอแนะ และจัดทำนโยบายและยุทธศาสตร์หม่อนไหม ของประเทศ รวมทั้งการดำเนินการเกี่ยวกับความร่วมมือกับต่างประเทศ ด้านหม่อนไหม

                2. ศึกษา วิจัย ทดลอง และพัฒนาเกี่ยวกับพันธุ์ เทคโนโลยีการผลิต การอารักขา วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว การแปรรูป นวัตกรรม และมาตรฐานเกี่ยวกับหม่อนไหม ผลิตภัณฑ์จากหม่อนไหมและผลพลอยได้

                3. ดำเนินการเกี่ยวกับการอนุรักษ์และคุ้มครองพันธุกรรมหม่อนไหม  นวัตกรรม วัฒนธรรม ภูมิปัญญาด้านหม่อนไหม ผลิตภัณฑ์จากหม่อนไหม และผลพลอยได้

                4. ดำเนินการเกี่ยวกับการกำกับ ติดตาม ตรวจสอบ และรับรองมาตรฐานหม่อนไหม ผลิตภัณฑ์จากหม่อนไหม และผลพลอยได้

                5. ดำเนินการเกี่ยวกับการผลิตและส่งเสริมสนับสนุนด้านหม่อนไหม และวัสดุย้อมสี รวมทั้งวางระบบแจ้งข้อมูลล่วงหน้า

                6. ส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างมูลค่าเพิ่ม การพัฒนาระบบการจัดการสินค้าหม่อนไหม การแปรรูป นวัตกรรม ผลิตภัณฑ์จากหม่อนไหม และ ผลพลอยได้ รวมทั้งพัฒนาอาชีพและสนับสนุนการตลาดหม่อนไหม

                7. ส่งเสริม สนับสนุน สร้างระบบเครือข่าย และถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตและการจัดการผลผลิตหม่อนไหม

                8. ส่งเสริม สนับสนุน เผยแพร่องค์ความรู้ บริการข้อมูล และพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ด้านหม่อนไหม

                9. ส่งเสริมเอกลักษณ์และสร้างค่านิยมเกี่ยวกับหม่อนไหมกับวิถีชีวิตคนไทย

Previous Older Entries