วัสดุในการทอผ้า

                                                                   การผลิตฝ้าย

               การปลูกฝ้าย จะเริ่มปลูกประมาณเดือนพฤษภาคม และเก็บเกี่ยวเดือนธันวาคม – เดือนกุมภาพันธุ์
               – พันธุ์ฝ้ายที่นิยมปลูก
                              (1) ฝ้ายดอกขาว


ดอกฝ้ายที่สมอแตกแล้ว

                              – ฝ้ายใหญ่ (ต้นใหญ่)
                              – ฝ้ายน้อย (ต้นเล็ก)
               (2) ฝ้ายดอกสีน้ำตาล (ฝ้ายตุ่ย)


ปุยฝ้ายของฝ้ายตุ่ย

               การเก็บฝ้าย จะเริ่มเก็บเมื่อแตกสมอ ปุยฝ้ายฟูเต็มที่เลือกเก็บแต่สมอที่แตกปุยดี และเลือกปุยที่สะอาด เก็บเฉพาะปุยที่แห้ง ไม่มีน้ำค้างเกาะ
               วิธีการ : ดึงปุยฝ้ายออกจากกลีบสมอ ผึ่งให้แห้ง (ประมาณ 5 วัน) เพื่อป้องกันมิให้เกิดราที่ปุยฝ้ายเมื่อเก็บไว้ ปุยอาจเป็นสีครีมหรือสีน้ำตาลอ่อนแล้วแต่พันธุ์

               การแยกเมล็ด จะแยกหลังจากผึ่งแดดจนปุยฝ้ายแห้งสนิท และขึ้นฟู โดยใช้เครื่องแยกเมล็ดที่เรียกว่า “อิ้ว”
               วิธีการ : ส่งปุยฝ้ายลอดไม้อิ้วที่มีลักษณะเป็นลูกกลิ้งสองอันไปทางด้านหน้า เมล็ดจะหล่นอยู่ทางด้านหลังของเครื่องอิ้ว ส่วนที่ผ่านเครื่องอิ้วออกมาจะมีเฉพาะปุยฝ้าย


การอิ้วฝ้าย

               การดีดฝ้าย เป็นการดีดใยฝ้ายให้แยกเป็นอิสระและขึ้นฟู โดยใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า “กงดีดฝ้าย” ฝ้ายที่ดีดจนขึ้นฟูแล้วจะเรียกว่า “สำลี”


การดีดฝ้าย

                การล้อฝ้าย เป็นการล้อปุยฝ้ายที่ดีดแล้วให้เป็นดิ้ว (เส้น) กลมๆ ยาวประมาณ 9 นิ้ว โดยใช้อุปกรณ์ล้อฝ้ายที่เรียกว่า “ไม้ล้อ” ซึ่งประกอบด้วย
                              1) แท่งไม้เล็กๆ คล้ายตะเกียบ ใช้ล้อปุยฝ้าย
                              2) แผ่นไม้ ขนาดเท่ากับไม้ตีปิงปอง ใช้รองรับปุยฝ้ายขณะล้อ
               วิธีการ : นำปุยฝ้ายขนาดเท่าฝ่ามือวางบนแผ่นไม้วางไม้ล้อทับลงบนปุยฝ้าย ใช้มือคลึงให้ไม้ล้อหมุนไปบนปุยฝ้าย ปุยฝ้ายจะเกาะพันรอบๆ ไม้ล้อเป็นดิ้วแล้วดึงไม้ล้อออก


การล้อฝ้าย

               การเข็นฝ้าย คือการปั่นด้ายฝ้าย โดยใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า “ไน” หรือ “หลา” ซึ่งประกอบด้วย เหล็กไน สายหลา และกงหลา
               วิธีการ : จ่อปลายดิ้วฝ้ายที่เหล็กไน หมุน กง – หลา พร้อมกับดึงดิ้วฝ้ายให้ยืดออก เหล็กไนจะหมุนปั่นดิ้วฝ้ายให้เป็นเส้นด้าย


การเข็นฝ้าย

               การเปียด้ายฝ้าย คือการทำไจด้ายหรือปอยด้ายโดยใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า “ไม้เปียด้าย”
               วิธีการ : นำด้ายฝ้ายที่เข็นแล้วมาพันเข้ากับไม้เปียด้ายให้ได้ความยาวพอประมาณ


การเปียด้ายฝ้าย

 

                                                                             การผลิตด้ายไหม

               การปลูกหม่อน จะต้องมีการปลูกใบหม่อน สำหรับเป็นอาหารเลี้ยงไหม ต้นหม่อนที่สามารถเก็บใบไปเลี้ยงไหมได้ ควรมีอายุไม่ต่ำกว่า 1 ปี ทุกต้นฤดูฝนควรมีการตัดแต่งกิ่งควรใส่ปุ๋ย ดายหญ้า และพรวนดิน พันธุ์หม่อนที่แนะนำได้แก่ หม่อนน้อย หม่อนนครราชสีมา 60 และบุรีรัมย์ 60

ต้นหม่อน

การเลี้ยงไหม

               อุปกรณ์ที่ใช้ในการเลี้ยงไหม ได้แก่ กระด้ง จ่อ ชั้นวางกระด้ง ผ้าคลุมกระด้ง มีด เขียง และตะกร้าสำหรับเก็บใบหม่อน ลังหรือกระบะสำหรับผึ่งใบหม่อน

โรงเรือนเลี้ยงไหมที่ดีมีลักษณะดังนี้
               1) พื้นคอนกรีต
               2) โปร่ง อากาศถ่ายเทดี
               3) แดดส่องไม่ถึง

– วงจรชีวิตไหม
               1) ระยะเป็นไข่ (eggs)
                              – polyvoltine (ฟักหลายครั้ง / ปี) ใช้เวลาฟักประมาณ 9 – 12 วัน
                              – Uni – Bivoltine (ฟัก 1 – 2 ครั้ง / ปี) ใช้เวลาฟักประมาณ 4 – 10 เดือน


ไข่ไหม

2) ระยะเป็นหนอนไหม (Larvae)
                – เป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงขนาดและน้ำหนักมากที่สุด
               – แบ่งเป็น 5 วัย วัย 1 – วัย 3 เรียกไหมวัยอ่อน วัย 4 – วัย 5 เรียกไหมวัยแก่
                              – ระยะเวลาที่เป็นตัวหนอน
                              – ฤดูร้อน 19 – 22 วัน
                              – ฤดูหนาว 22 – 24 วัน
               – ระยะ “ไหมตื่น” คือระยะที่กินอาหารและเติบโต
               – ระยะ “ไหมนอน” คือระยะที่หยุดกินเพื่อลอกคราบ


ไหมวัย 1


ไหมวัย 4

                – ช่วงเวลาของหนอนไหมแต่ละวัยโดยประมาณ
                                – วัย 1 (วัยแรกเกิด) : กิน 3 วัน , นอน 1/2 วัน
                                – วัย 2 : กิน 2 วัน , นอน 1 วัน
                                – วัย 3 : กิน 3 วัน , นอน 1 วัน
                                – วัย 4 : กิน 4 วัน , นอน 1 1/2วัน
                                – วัย 5 : กิน 7 วัน
                – หนอนไหมวัย 5 หลังจากกินอาหารแล้ว จะเติบโตเต็มที่ ลำตัวอ้วน สั้น และโปร่งแสง เรียก “ไหมสุก” พร้อมที่จะชักใยทำรัง


หนอนไหมขณะอยู่ในจ่อพร้อมจะสร้างใย

               3) ระยะเป็นดักแด้ หลังจากสร้างรัง หนอนไหมจะลอกคราบเป็นดักแด้ แล้วนอนเฉยๆ 6 – 7 วัน เพื่อลอกคราบอีกครั้งเป็นผีเสื้อรวมระยะเป็นดักแด้ประมาณ 10 – 12 วัน

               4) ระยะเป็นผีเสื้อ (moths) หลังจากลอกคราบเป็นดักแด้ ผีเสื้อจะพ่นสารออกมาละลายใยไหม เพื่อเจาะรังออกสู่ภายนอก หลังจากนั้นจะผสมพันธุ์ วางไข่ แล้วก็ตาย รวมระยะเวลาที่เป็นผีเสื้อ ประมาณ 7 – 9 วัน

               การสาวไหม หมายถึง การสาวเส้นไหมออกจากรังไหม รังไหม ถ้าเก็บไว้เกิน 10 วัน ผีเสื้อจะเจาะรังออกมา ทำให้ใยขาดควรนำรังไหมมาสาวภายใน 10 วัน ถ้าต้องการเก็บรังไหมไว้ควรอบหรือ ตากรังไหมก่อน

 

               อุปกรณ์สาวไหม ได้แก่ เตา หม้อต้มรังไหม ไม้ขืน (ไม้ง่าม กระด้งใส่เส้นไหม
หรืออักพันไหม แปรงชะรังไหม) และเครื่องสาวไหมซึ่งประกอบด้วย ไม้แบนๆเจาะรูเพื่อให้เส้นไหมรอดผ่าน และรอก

               – วิธีสาวไหม
                              1) ต้มน้ำ ใส่รังไหมลงไป (2 – 3 นาที)

                               2) ใช้แปรงชะรังไหมให้ปลายใยไหมหลุดออก

                               3) รวบเส้นไหมรวมกัน 10 – 20 เส้น สาวเป็นเส้น ดึงลอดรูไม้และผ่านรอกของเครื่องสาว

                               4) ใช้มือดึงเส้นไหมจากรอกลงสู่ภาชนะที่รองรับ (กระด้ง) หรือพันเข้าอัก

                               5) ใช้ไม้ง่าม คอยกด เขย่า รังไหมที่ลอยอยู่ในหม้อ

               – การสาวไหม แบ่งเป็น
               การสาวไหมรวม คือการสาวโดยไม่แยกเป็นไหมชั้นนอกและไหมชั้นใน จะได้ไหมคุณภาพเป็นไหมชั้น 2
               การสาวไหมแยก คือการแยกสาวไหมชั้นนอกและไหมชั้นใน
                              – ไหมชั้นนอก หรือปุยไหม หรือไหมใหญ่ เป็นไหมชั้น 3
                              – ไหมชั้นใน เรียกว่า ไหมน้อย หรือ ไหมยอด เป็นไหมชั้น 1

               การทำไจไหม
                              – เมื่อสาวเสร็จ ก็นำเส้นไหมมาทำเป็นไจ หรือเข็ด เพื่อลอกกาวหรือย้อม

               การฟอกไหม การฟอกไหม คือ การขจัดกาวไหม ไหมที่ยังไม่ฟอกกาว ส่วนใหญ่เป็นไหมสี เหลือง แข็งกระด้าง เรียกว่า ไหมดิบ
               วิธีฟอกกาวไหม คือ นำไหมดิบไปแช่ในน้ำด่าง (อาจใช้น้ำขี้เถ้าของกาบกล้วย หรือด่างเคมี) หลังจากฟอกกาวเส้นไหมจะอ่อนนุ่มเป็นสีขาว ต้องมีการกระตุกไหมเพื่อมิให้เส้นไหมพันกัน

               การตีเกลียวและควบเส้นไหม หลังจากฟอกกาวแล้วจะนำเส้นไหมไปตีเกลียวเพื่อมิให้เส้นไหมฟู อาจจะนำเส้นไหมมาควบเป็นไหม 2 เส้น 4 เส้น และ 6 เส้น สำหรับทอผ้าเนื้อหนา

           คุณภาพของเส้นไหม
               1) ไหมชั้นนอก (ปุยไหม) มักเป็นไหมเส้นใหญ่ ไม่สม่ำเสมอ มีปุ่มปม
               2) ไหมชั้นใน (ไหมน้อย) เส้นเล็ก ละเอียด สม่ำเสมอ ไม่มีปุ่ม

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: