“นริดา” ส้นสูงผ้าไหม แบรนด์ไทยสไตล์ไฮโซ

“นริดา” ส้นสูงผ้าไหม แบรนด์ไทยสไตล์ไฮโซ

               จากความสวยงามของผ้าไหม ถูกนำมาตัดเย็บเป็นรองเท้าส้นสูง ดีไซน์สง่างาม ในชื่อเครื่องหมายการค้า “นริดา” จากฝีมือของคนหนุ่มรุ่นใหม่ ซึ่งพลิกวิกฤตเป็นโอกาส สร้างสรรค์รองเท้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ชูความเป็นไทยในสไตล์หรู

จิรยุทธ์ ชลทิศ

             จิรยุทธ์ ชลทิศ วัย 28 ปี เจ้าของธุรกิจ หจก.ดรีมเฮาส์โปรดักชั่น ผู้ผลิตและจำหน่ายรองเท้าผ้าไหม แบรนด์“นริดา” (Narida) เล่าจุดเริ่มต้นมาจากความพยายามปรับตัวของธุรกิจ จากเดิมเป็นพ่อค้าคนกลางรับรองเท้าราคาถูก ประเภท 199 บาท ส่งไปขายต่อยังต่างประเทศ กระทั่งถูกคู่แข่งจากจีน เวียดนาม อาศัยข้อได้เปรียบเรื่องราคาแย่งตลาดไป จำเป็นต้องเปลี่ยนแนวสินค้าให้แตกต่างออกไป พร้อมหันไปหาลูกค้าตลาดบนแทน

              “ไอเดียมาจากผมอยากนำวัสดุไทยๆ มาประยุกต์ให้เกิดเอกลักษณ์ของตัวเอง โดยเลือกเป็นผ้าไหม เพราะแต่ละลายมีเอกลักษณ์และเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของไทย สามารถพลิกแพลงได้หลากหลาย เมื่อรวมกับการเป็นงานแฮนด์เมด ผลิตโดยช่างฝีมือคนไทย ใส่ดีไซน์สากล ช่วยเพิ่มคุณค่าให้สินค้า และยังป้องกันต่างชาติเลียนแบบได้ด้วย”

                เจ้าของธุรกิจ เล่าต่อว่า ใช้ทุนเริ่มต้นประมาณ 4 แสนบาท ส่วนใหญ่หมดไปกับการลองผิดลองถูกให้ได้รูปแบบและมาตรฐานตามต้องการ โดยการผลิตใช้วิธีว่าจ้างทั้งหมด ตั้งแต่ว่าจ้างโรงงานทอผ้าไหม ว่าจ้างช่างตัดเย็บ และช่างรองเท้า ซึ่งวิธีนี้มีข้อดี ไม่ต้องลงทุนสูง ในการซื้อเครื่องจักร สร้างโรงงาน หรือว่าจ้างพนักงานจำนวนมาก โดยบริษัทมีพนักงานประจำเพียง 2 คนเท่านั้น อย่างไรก็ตาม การว่าจ้างผลิตทั้งหมด ต้องแลกกับการทำงานที่ยุ่งยาก ซับซ้อน ต้องคอยประสานงาน และถ้วนถี่ในการตรวจสอบคุณภาพ     “รองเท้าหนึ่งคู่ที่ออกมา ต้องมีส่วนประกอบกว่า 20 ชิ้น ซึ่งทุกอย่างต้องบริหารจัดการได้ครบถ้วน และพร้อมเพรียงกัน สิ่งสำคัญคือระบบการบริหาร โดยต้องคอยกำชับช่างรองเท้า ให้รับผิดชอบ ให้งานออกมาผ่านเกณฑ์ของผม ที่ตั้งว่า รองเท้าผ้าไหม “นริดา” ต้องใส่สบาย แข็งแรงทนทาน ไม่มีปัญหายับ ย่น ย้วย เพราะการทำธุรกิจรองเท้าให้ประสบความสำเร็จผมจะคิดเสมอว่า ลูกค้าซื้อไปแล้วต้องรู้สึกคุ้มค่ากับเงินที่เขาเสียไป ได้สินค้าคุณภาพดี ดีไซน์เป็นเอกลักษณ์ หาไม่ได้ในท้องตลาด และราคาสมเหตุสมผล”

             เนื่องจากเป็นผู้ประกอบการรายเล็กๆ เคล็ดลับที่ช่วยให้ธุรกิจตั้งไข่สำเร็จ จิรยุทธ์ ระบุว่า ต้องคุมต้นทุนไม่ให้จมกับสต๊อกสินค้า ดังนั้น ก่อนจะผลิตแต่ละแบบออกมา จะสอบถามความต้องการของตลาดและทดลองตลาดจนแน่ใจเสียก่อนว่า จะไม่เกิดปัญหาค้างสต๊อก ดังนั้น รองเท้า “นริดา” จึงมีแบบ สี และขนาด ไม่มากนัก เลือกคัดเฉพาะที่เชื่อว่าจะขายได้แน่ๆ

              “ธุรกิจรองเท้ามีความเสี่ยงด้านค้างสต๊อกมาก ดังนั้น การออกแบบก่อนจะผลิต ผมจะต้องสอบถามความต้องการของลูกค้า รวมถึงเก็บข้อมูลความต้องการของตลาดก่อน ทั้งโทนสี ขนาด ฯลฯ ให้แน่ใจว่า ทำมาแล้วขายออกแน่ๆ ดังนั้น รองเท้าของผมจะมีแบบ สี และขนาดไม่มากนัก รวมแล้วประมาณ 15 แบบ ส่วนใหญ่หนึ่งสีต่อหนึ่งแบบ แต่ละแบบมีประมาณ 3-6 ขนาดเท่านั้น เน้นเป็นรองเท้าส้นสูง ดูหรูหรา เน้นคลาสสิก ไม่ตามกระแสแฟชั่นมากจนเกินไป พยายามให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกว่าเป็นรองเท้าที่จำเป็นต้องมีไว้ใช้”

              “ผมตั้งว่า รองเท้าผ้าไหม “นริดา” ต้องใส่สบาย แข็งแรงทนทาน ไม่มีปัญหายับ ย่น ย้วย เพราะการทำธุรกิจรองเท้าให้ประสบความสำเร็จผมจะคิดเสมอว่า ลูกค้าซื้อไปแล้วต้องรู้สึกคุ้มค่ากับเงินที่เขาเสียไป ได้สินค้าคุณภาพดี ดีไซน์เป็นเอกลักษณ์ หาไม่ได้ในท้องตลาด และราคาสมเหตุสมผล” – จิรยุทธ์ ชลทิศ

                 นอกจากนั้น ด้านการตลาด เน้นขายด้วยตัวเอง ตัดขั้นตอนผ่านพ่อค้าคนกลางออกไป เพื่อลดต้นทุนการตลาด ไม่ให้สินค้าราคาสูงเกินไป

                  สำหรับตลาดหลักในปัจจุบัน 70% ส่งออกต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ และอังกฤษ เป็นต้น ส่วนตลาดในประเทศเน้นออกงานแสดงสินค้าร่วมกับหน่วยงานภาครัฐที่สนับสนุนSMEs เช่น กรมส่งเสริมการส่งออก กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เป็นต้น โดยคัดเฉพาะงานใหญ่ๆ เฉลี่ยเพียงปีละ 4 ครั้งเท่านั้น

                    ทั้งนี้ รองเท้า “นริดา” ราคาเริ่มต้นที่ 1,200 – 1,600 บาท กลุ่มลูกค้าหลักคือ สุภาพสตรีวัย 20 ปีขึ้นไป ตั้งแต่นักศึกษา พนักงานบริษัท เจ้าของธุรกิจ และผู้บริหาร ซึ่งชอบสินค้าที่มีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่ซ้ำแบบใคร เหมาะทั้งใส่ออกงานกลางคืน และใส่ในชีวิตประจำวัน

                 กลยุทธ์ตลาดอีกด้านของรองเท้าผ้าไหมรายนี้ คือ จะไม่ลดราคาเด็ดขาด โดยจิรยุทธ์ให้เหตุผลว่า การลดราคาเป็นการฆ่าตัวตาย โดยเฉพาะระดับ SMEs ซึ่งสายป่านสั้น เพราะหากลดราคาครั้งหนึ่งแล้ว ครั้งต่อไปลูกค้าจะเกิดพฤติกรรมรอซื้อเมื่อลดราคาเท่านั้น กระทบให้ธุรกิจระดับเล็กๆ ขาดเงินทุนหมุนเวียน ดังนั้น เขาจึงเลือกไม่ลดราคา และออกงานแสดงสินค้าน้อยครั้ง เมื่อลูกค้ามาพบเจอสินค้าที่เคยซื้อแล้วติดใจ จะตัดสินใจซื้อซ้ำทันที

อ้างอิงจาก  : www.thaismefranchise.com

แบรนด์ “SIRIVANNAVARI”

 

ดูรายละเอียดได้ที่    www.sirivannavari.com 

 

 

                 พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ทรงเผยโฉมคอลเลคชั่นในพระองค์ ประจำฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2010 ภายใต้พระดำริ ” THE WORLD IS NOT ENOUGH ”

พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ทรงเผยโฉมผลงานทรงออกแบบ จากคอลเลคชั่นเสื้อผ้าสำหรับสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ พร้อมด้วยเครื่องประดับ และเครื่องหนังประจำฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2010 ของแบรนด์ SIRIVANNAVARI ภายใต้แนวพระดำริ The World is not enough (เดอะ เวิล์ด อิส นอท อินาฟ) ที่สะท้อนให้เห็นถึงสไตล์ และสีสันตามแบบฉบับการใช้ชีวิตอันสุขสำราญ ในช่วงฤดูร้อนของชาวเมดิเตอเรเนียน

                  คอลเลคชั่นเสื้อผ้า เครื่องหนัง และเครื่องประดับประจำฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2010 แฝงไว้ด้วยกลิ่นไอของการเดินทางอย่างมีสไตล์ เหนือท้องทะเลสีฟ้าแซฟไฟร์แห่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนจากทางตอนใต้ของยุโรป ตั้งแต่เกาะซานโตรินีของกรีซ เกาะคาปรีของอิตาลี เฟรนช์ ริเวียร่าของฝรั่งเศส เรื่อยไปจนถึงทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกา อย่างกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ โดยในคอลเลคชั่นนี้ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ทรงดึงรายละเอียดต่างๆ ของวัฒนธรรมเมดิเตอเรเนียนที่โดดเด่น แล้วทรงนำมาตีความ และทรงถ่ายทอดออกมาในภาษาของแฟชั่นภายใต้คอนเซ็ปท์ “The World is not enough” ซึ่งอารมณ์ของเสื้อผ้ามีความพริ้วไหว เซ็กซี่ รีแลกซ์ แต่ยังคงความโก้หรู และโมเดิร์นที่สัมผัสได้ นอกจากนี้ จุดเด่นของคอลเลคชั่น ยังอยู่ที่การทรงนำลายภาพวาดฝีพระหัตถ์ซึ่งจัดแสดงที่นิทรรศการศิลปะ “HOW I SEE IT” มาสร้างสรรค์ใหม่ให้เป็นลายกราฟฟิคเอกลักษณ์ประจำคอลเลคชั่นล่าสุดนี้อีกด้วย

               พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ทรงมีรับสั่งว่า “ในระหว่างที่ข้าพเจ้าทำงานอยู่ในยุโรป ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้เดินทาง และสัมผัสไลฟ์สไตล์ของชาวยุโรปที่อาศัยอยู่ในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน จึงทำให้ข้าพเจ้าสังเกตว่าลักษณะการแต่งกายและสีสันในพื้นที่แถบนั้น ก็สามารถนำมาสวมใส่ที่ประเทศไทยได้เช่นกัน เพราะภูมิอากาศที่มีความคล้ายคลึงกัน ซึ่งก็คือที่มาของคอลเลคชั่นนี้ ดังนั้นข้าพเจ้าจึงได้ศึกษาถึงวัฒนธรรมเมดิเตอร์เรเนียนให้มากขึ้นแล้วนำมาตีความใหม่ แล้วนำมาผสมผสานกับเทคนิคการตัดเย็บอันประณีตของแบรนด์ “SIRIVANNAVARI” เพื่อสร้างรูปแบบเสื้อผ้าที่สดใหม่ให้กับคอลเลคชั่น ดังเห็นได้จากเทคนิคการนำผ้าต่างสีต่างชนิดมาเย็บตัดต่อเข้าด้วยกันให้กลายเป็นเสื้อลายกะลาสี แล้วเพิ่มความเซ็กซี่ ด้วยการจับเดรปด้วยเทคนิคชั้นสูงที่ด้านหลังของชุด โครงสร้างกระโปรงแบบสาวยิปซี ที่เพิ่มความโก้หรูด้วยการนำผ้าทูล และผ้าชีฟองมาเย็บตัดต่อกัน ไปจนถึงชุดคัฟทาน (Kaftan) และชุดค็อกเทลที่เพิ่มความเป็น แฟชั่นด้วยโครงเสื้อแบบไม่สมมาตร (Asymmetric)”

                  สำหรับคอลเลคชั่นเสื้อผ้าทรงออกแบบสำหรับสุภาพสตรีประจำฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2010 ประกอบไปด้วยเสื้อผ้าทั้งสิ้น 48 ชุด แสดงถึงเสื้อผ้าที่มีความเป็นเฟมมินีน (Feminine) ที่แฝงไว้ด้วยความเซ็กซี่อย่างมีระดับ โดยมีเอกลักษณ์การตัดเย็บประจำคอลเลคชั่นอยู่ที่การนำเอาเทคนิคการตัดเย็บแบบ เซมิกูตูร์ (Semi-Couture) มาผสมผสานเข้ากับเสื้อผ้าแบบลำลอง เพื่อทำให้หญิงสาวดูโก้หรูมีสไตล์ได้ในทุกโอกาส โดยจะมีทั้งเสื้อผ้าแบบลำลอง ชุดค็อกเทลสั้นที่ดูเก๋สมัยใหม่ ไปจนถึงชุดราตรียาว ที่เปี่ยมล้นด้วยกลิ่นไอและรายละเอียดการตกแต่งเสื้อผ้าแบบเมดิเตอร์เรเนียน อาทิ โครงสร้างกางเกงสามส่วนตัวหลวม โครงสร้างชุดมูมู่และคัฟทานที่กรุยกราย โดยเพิ่มความโก้หรู และสง่างามไว้อย่างชัดเจนด้วยการใช้วัสดุและผ้าอันหรูหรา อย่างเช่น ผ้าไหมชีฟอง (Silk Chiffon) ผ้าไหมซาติน (Silk Satin) ผ้าทูล (Tulle) ลูกปัด และดิ้นทอง และเพิ่มความร้อนแรงประจำฤดูกาลด้วยโทนสีฉูดฉาดอย่าง สีแดงปะการัง (Coral Red) สีบรอนซ์ทอง สีเขียวมะนาว (Lime Green) แต่ยังคงคอนเซ็ปท์เมดิเตอร์เรเนียนด้วยสีขาว สีงาช้าง และสีน้ำเงิน อีกทั้งยังมีความพิเศษด้วยลายกราฟฟิคที่นำมาจากลายภาพวาดฝีพระหัตถ์อย่างลายหัวใจ และลายขนนกยูง ดังเห็นได้จากกางเกงขาสามส่วนสีทองที่เข้าคู่กับเสื้อลายกะลาสีที่นำผ้าต่างสีต่างชนิดมาเย็บตัดต่อเข้าด้วยกัน ก่อให้เกิดลายทางขาวน้ำเงิน ชุดเสื้อกระโปรงที่ผสมผสานเสื้อเชิ้ตจับเดรปมาอยู่คู่กับกระโปรง ยิปซีที่ดูหรูด้วยผ้าทูล และผ้าไหมชีฟอง ชุดค็อกเทลที่โดดเด่นด้วยการนำผ้าลาเม่ (Lamé) มาตัดต่อสลับกับผ้าชีฟอง ทำให้เกิดเป็นลายทาง และเพิ่มความเซ็กซี่ด้วยการจับเดรปถ่วงเผยให้เห็นแผ่นหลังของผู้สวมใส่ ชุดคัฟทานที่ชายเสื้อเป็นระบายกรุยกรายที่ตัดเย็บจากผ้าไหมซาติน ลายกราฟฟิคฝีพระหัตถ์รูปหัวใจ ไปจนถึงชุดราตรียาวผ้าทูล และชีฟองที่กรุยกรายสไตล์เทพธิดากรีก ดูหรูหราด้วยการปักลูกปัด และดิ้นทองซึ่งเป็นงานฝีมืออันประณีต ที่โมเดิร์นตามแบบฉบับของแบรนด์ “SIRIVANNAVARI”

                สำหรับคอลเลคชั่นเครื่องประดับแฟชั่น ทรงออกแบบประจำฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2010 ก็มีความหลากหลายเช่น เดียวกับ คอลเลคชั่นเสื้อผ้า ตั้งแต่สร้อยคอสีฉูดฉาดทั้งสีแดง สีชมพู สีส้ม สีเหลือง สีฟ้า สีเทอร์ควอยซ์ ที่ถักร้อย จากปะการัง เปลือกหอย หินสี แก้ว และลูกปัด ผ้าผันคอลายภาพวาดฝีพระหัตถ์อย่างลายหัวใจ ลายกะโหลก และ ลายนกเพนกวิน ที่นำมาผูกพันเป็นเครื่องประดับของเสื้อผ้าทำให้เกิดสไตล์การแต่งกายแบบใหม่

              ส่วนคอลเลคชั่นเครื่องหนัง ทรงออกแบบประจำฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2010 มีทั้งกระเป๋า และรองเท้า ซึ่งอยู่ภายใต้โทน สีขาว น้ำเงิน แดง และเบจ โดยพระองค์หญิงทรงออกแบบรองเท้าไว้ 2 แบบ คือ รองเท้าสานไม่มีส้น และรองเท้าส้น สูงสีขาวขลิบน้ำเงิน และเบจขลิบน้ำตาล ซึ่งมีแพลทฟอร์ม (Platform) ขนาดครึ่งฝ่าเท้า ในขณะที่กระเป๋าทรงออกแบบในคอลเลคชั่นนี้ มีทั้งกระเป๋าถือใบเล็ก (Clutch bag) ที่ตัดเย็บจากผ้าพิมพ์ลายกราฟฟิค ฝีพระหัตถ์รูปหัวใจประดับโบว์ กระเป๋าสะพายไหล่ที่ตัดเย็บ จากผ้าลายทางสีขาวน้ำเงิน และกระเป๋าสะพายที่ดูเก๋ ด้วยการนำริบบิ้นหนังมาผูกเป็นหูรูดกระเป๋า

             ในขณะที่คอลเลคชั่นเสื้อผ้าทรงออกแบบของสุภาพบุรุษ “S’Homme” (เอส ออม) ซึ่งอยู่ภายใต้คอนเซ็ปท์ของสไตล์แห่งเมดิเตอร์เรเนียนเช่นกัน อันแสดงให้เห็นถึงคาแรกเตอร์ของผู้ชายที่ดูสบาย รีแล็กซ์ ไม่ต้องการรายละเอียดที่เยอะ แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความเท่ และสไตล์อันโดดเด่นในทุกย่างก้าว โดยมีเฉดสีหลักคือ ขาว เบจธรรมชาติ น้ำเงิน และดำ ตั้งแต่เสื้อเชิ้ต กางเกงขาสั้น พิเศษด้วยผ้าพันคอสีแดง ปานามาชาโป (Panama Chapeau) กระเป๋าเป้ และกระเป๋าถือทำด้วยวัสดุผ้าลินิน รวมถึงเสื้อยืดที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสิ่งที่ทรงพบเห็นรอบตัวตั้งแต่หนุ่มกะลาสีเรือ เรื่อยไปจนถึงเศรษฐีเจ้าของเรือยอร์ช ปิดท้ายด้วยกางเกงขายาวแบบหูรูด (Drawstring) และเสื้อเชิ้ตผ้าลินิน ที่ตกแต่งด้วยผ้าลินินตีเกร็ด ในส่วนหน้าของเสื้อ และกุ๊นปกเสื้อด้วย สีดำสุดเท่

             คอลเลคชั่นเสื้อผ้าสำหรับสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ พร้อมด้วยเครื่องประดับแฟชั่น และเครื่องหนังประจำฤดูใบไม้ผลิ /ฤดูร้อน 2010 ของแบรนด์ “SIRIVANNAVARI” มีจัดจำหน่ายแล้วที่ SIRIVANNAVARI บูติค ภายในร้าน เอฟ เซน ดีไซน์ โชว์เคส (F ZEN DESIGN SHOWCASE) ชั้น 1 ห้างสรรพสินค้าเซน

 

อ้างอิงจาก  http://women.sanook.com

switch

 

               ปณิธาน ปวโรฬารวิทยา กรรมการผู้จัดการ บริษัท บูติคนิวซิตี้ กล่าวว่าหากเอาดีไซน์ตะวันตก ไปขายคนตะวันตก ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ โอกาสที่จะได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคชาวยุโรปก็คงจะยาก

              จึงเกิดแนวคิดใหม่ว่า น่าจะขายความเป็นตะวันออก หรือความเป็นไทยผสมกับไลฟ์สไตล์ของฝั่งยุโรป เรียกว่า เป็นการมิกซ์แอนด์แมตช์ ระหว่าง รสนิยม เทรนด์ ความชอบของเขา ผสานกับวัตถุดิบสไตล์ไทย

              สินค้า

จิม ทอมป์สัน

 

                  จิม ทอมป์สันหรือเจมส์ แฮริสัน วิลสัน ทอมป์สันเกิดที่เมืองกรีนวิลล์ รัฐเดลาแวร์ เมื่อ ค.ศ. 1906 (พ.ศ. 2449) เขามีใจรักในเรื่องศิลปะอย่างมาก จึงเลือกอาชีพสถาปนิก โดยเข้าศึกษาวิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเพนน์ซิลเวเนีย และเป็นสถาปนิก อยู่ที่นครนิวยอร์กจนถึง ค.ศ. 1940 (พ.ศ. 2483)
เมื่อสงครามในยุโรปทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 1940 (พ.ศ. 2483) จิม ทอมป์สัน สมัครเข้าเป็นทหารในกองทัพสหรัฐฯ นั่นเป็นจุดผันแปรครั้งสำคัญในชีวิต ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ จิม ทอมป์สันได้รับมอบหมายให้ประจำการที่สำนักงานงานด้านยุทธศาสตร์ (Office of Strategic Services หรือ OSS) งานที่นี่เปิดโอกาสให้เขาท่องไปในต่างแดนและเปิดหูเปิดตาสู่โลกกว้าง แต่แล้วสงครามก็ยุติลงอย่างไม่ได้คาดคิดขณะที่จิม ทอมป์สันกับเจ้าหน้าที่โอเอสเอสคนอื่นๆกำลังเดินทางมากรุงเทพฯไม่กี่สัปดาห์หลังจากนั้น เขาได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าหน่วยประจำการในท้องถิ่นของโอเอสเอส    เขาเกิดความรู้สึกผูกพันกับประเทศไทยและคนไทยอย่างมาก และคิดจะลงหลักปักฐานและดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เขาวาดฝันสวยหรูถึงอนาคตอันรุ่งเรืองและประสงค์จะมีส่วนร่วมอยู่ในอนาคตอันสวยงามในแห่งศิลปวัฒนธรรมแห่งนี้ เขาตัดสินใจว่าจะกลับมาอยู่เมืองไทยเป็นการถาวร และในช่วงปลายปี ค.ศ. 1946 (พ.ศ. 2489) เขาได้รับคำสั่งให้เดินทางกลับสหรัฐฯเพื่อปลดประจำการจากกองทัพ

                จิม ทอมสัน เริ่มเข้าสู่วงการผ้าไหมในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 และทำให้ผ้าไหมไทยเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก จนได้รับฉายาว่า “ราชาไหมไทย”

ดูรายละเอียดได้ที่  http://www.jimthompson.com

ฝ้ายซอคำ

               

                                                                

                  ฝ้ายซอคำ  เริ่มต้นจากกิจการของพี่น้องพรเจริญโรจน์  ด้วยการคิดเพียงว่าอยากหารายได้เสริมในขณะที่เรียนชั้นมัธยมอยู่

                “ต้องพยายามเปลี่ยนรสนิยมดั้งเดิมของชาวบ้าน ที่เน้นสีฉูดฉาด แดงสด เขียวสด ชมพูสดลายเต็มพรืด มาเป็นโทนสีขรึม ลวดลายเย็นตา” พยายามทำงานแฮนด์เมดของชาวบ้านเป็นงานหรูขึ้น

ผลิตภัณฑ์ของฝ้ายซอคำแต่ละชิ้นออกแบบให้มีความเป็นสากลที่สามารถเจาะตลาดได้ทั้งสองซีกโลก  และพยายามสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผ้าทอน่าจับต้องยิ่งขึ้นด้วยการนำผ้าทอมาดีไซน์เป็นของแต่งบ้าน (Home Collection)

                งานด้านการผลิตจึงขยายเป็น 2 ส่วนคือ ฝ่ายแรกผลิตผ้าทอพื้นเมือง(Tradition design) อีกส่วนผลิตรายผ้าแบบประยุกต์ และจัดทำเป็นโฮมคอลเลคชั่น

ดูรายละเอียดได้ที่  http://www.faisorkam.com/

นารายา สินค้าของไทย

  วิดีโอคลิป แบรนด์นารายา   คลิกที่นี่

 

“นารายา” แบรนด์ไทย โก อินเตอร์

             “นารายา” เป็นแบรนด์ไทย ที่เกิดขึ้นมาได้ประมาณ 10 ปีแล้ว เส้นทางธุรกิจเริ่มต้นจากเจ้าของ 2 สามีภรรยา วาซีรีโอส และวาสนา ทำธุรกิจเป็นเทรดเดอร์มาก่อน รับรายได้เป็นค่าคอมมิสชั่น 5-10% แต่ต่อมา เริ่มมีปัญหา สินค้าที่จ้างผลิตเพื่อส่งขายตามออร์เดอร์ คุณภาพเริ่มไม่คงเส้นคงวา มีปัญหาเรื่องเวลา ที่ส่งไม่ตรงกำหนด สุดท้ายจึงต้องตัดสินใจ ผันชีวิตจากเทรดเดอร์มาเป็นผู้ผลิต ทำตลาดและ ส่งออกเอง
ในปัจจุบันแบรนด์ “นารายา” (NaRaYa) เป็นแบรนด์ที่พิสูจน์ตัวเองมาแล้วจนเป็นที่ประจักษ์ไม่เฉพาะคนในประเทศ แต่ต่างชาติเองก็ยอมรับในความสามารถ โดยผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ คือ สาวเก่ง และแกร่ง อย่าง “วาสนา รุ่งแสนทอง ลาทูรัส”เจ้าของผลิตภัณฑ์จากผ้าพิมพ์ลายแบรนด์ “NaRaYa” สินค้าไทยซึ่งผลิตโดยชาวบ้านกว่า 3,000 คน สามารถส่งออกไปขายกว่า 40 ประเทศทั่วโลก สร้างรายได้เข้าประเทศกว่า 400 ล้านบาท

           –  ปัจจัยที่ทำให้แบรนด์มีคุณค่า โดยอ้างอิงองค์ประกอบของคุณค่าแบรนด์ทั้ง 4 ของ David Aaker

            Awareness

            การเริ่มรู้จักของนารายา เริ่มมาจากกลุ่มฐานลูกค้าจากต่างประเทศเข้ามาสู่ประเทศไทย เพราะนารายาได้จัดสินค้าไปออกงานแฟร์ครั้งแรกที่ประเทศสิงคโปร์กับหอการค้าไทย ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีมากจากกลุ่มลูกค้าชาวญี่ปุ่น การตลาดของนารายาจึงเริ่มด้วยการทำส่งออกตลาดต่างประเทศ รวมถึงสามีของคุณวาสนา เจ้าของผลิตภัณฑ์ที่ได้นำสินค้าไปขายประเทศตุรกีและหลายประเทศในแถบยุโรป
ส่วนในไทย 10 ปีก่อนมีเพียงร้านเล็กๆใต้ถุนร้านนารายณ์ภัณฑ์บนถนนราชดำริ จนได้ขยายเปิดสาขาใหม่บนถนนพัฒน์พงษ์ เป็นที่สร้างรายได้ดีมาก ทำให้เข้าไปอยู่ในเวิลด์เทรดในเวลาต่อมา
            ปัจจุบันนารายามีสาขาในกรุงเทพฯ 8 สาขา ภูเก็ต 2 สาขา และพัทยา 1 สาขา แต่ลูกค้าหลักๆก็ยังเป็นนักท่องเที่ยวชาวเอเชียและยุโรป ส่วนสาขาที่ต่างประเทศมีประมาณ 30 ร้าน มีร้านกำลังเปิดใหม่ที่เมืองดูไบ และประเทศตุรกี ทำยอดขายได้ปีละประมาณ 400 ล้านบาทต่อปี ในจำนวนสินค้าทั้งหมดประมาณปีละ 5 ล้านชิ้น 1 ใน 3 ของรายได้จะมาจากร้านค้าในต่างประเทศ
นารายาจับกลุ่มลูกค้าได้ทุกวัย ทั้งเด็ก วัยรุ่น วัยทำงานและแม่บ้าน เมื่อก่อนจะมีเพียงผู้หญิงต่างประเทศที่ยอมรับและใช้ แต่ในปัจจุบันผู้หญิงไทยและวัยรุ่น หรือเด็กนักเรียนไทยก็ใช้ เริ่มจากเอแบค เพราะมีนักเรียนนานาชาติมาเรียนเยอะ ไต้หวัน ญี่ปุ่น ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นประเทศที่นารายาได้รับความนิยมมาก พอคนไทยเห็นเด็กต่างชาติใช้ก็ใช้บ้าง ด้วยราคาไม่แพง ราว 200 – 300 บาท จึงใช้ตามได้ง่าย
จากนั้นความนิยมจากเด็กมหาลัยก็แพร่ไปถึงเด็กมัธยม จะเห็นได้ว่าการรับรู้ของแบรนด์นารายา เป็นลักษณะ ปากต่อปาก คือ มีการใช้และบอกต่อๆไป จนเกิดกระแสความนิยมในที่สุด

            Loyalty

            สำหรับนารายา Brand Loyalty คือ นารายาต้องเป็นฝ่ายจงรักภักดีต่อลูกค้าถึงจะถูก ไม่ใช่การที่ลูกค้าจงรักภักดีต่อแบรนด์ ด้วยการผลิตสินค้าให้ดี ใส่ใจมากในเรื่องนี้ มีการควบคุม ตรวจสอบคุณภาพทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบไปจนถึงเมื่อผลิตเสร็จเป็นชิ้นงานถึงมือลูกค้า   คุณวาสนามีแนวคิดในการทำงานบริหารธุรกิจให้แบรนด์นารายาเติบโตมาอย่างมั่นคง ด้วยการทำธุรกิจแบบค่อยเป็นค่อยไป นารายาไม่เคยกู้เงินจากสถาบันการเงินมาลงทุน เพราะไม่มีการตั้งเป้าว่าปีนี้จะต้องเปิดให้ครบกี่สาขา แต่รอดูจังหวะ และโอกาสที่เหมาะสมโดยใช้ประสบการณ์ที่คุณวาสนาสั่งสมมาเท่านั้น   และการพัฒนาสินค้าตามกระแสโลกอย่างไม่หยุดนิ่ง เช่น มีถุงผ้าที่กำลังฮิตเกาะกระแสลดโลกร้อน เพ้นท์ลายสวยงามอยู่ภายในร้านด้วย และนารายาวางแผนที่จะออกสินค้าใหม่เพื่อหนุ่มๆและคุณหนูๆ ให้มาเป็นลูกค้าอีกด้วย
นารายาเจาะตลาดเล็กๆ ที่เป็นนิชมาร์เก็ต ซึ่งมีตลาดเป้าหมายคือ ผู้หญิงที่ชอบกระเป๋าผ้าคอตตอน แต่เมื่อพอเห็นผู้หญิงกลุ่มหนึ่งใช้ ก็นึกอยากใช้ตาม ทำให้เวลานี้กระเป๋านารายา สามารถใช้ในผู้บริโภคได้ทุกวัย ให้เกิดการบอกต่อและซื้อซ้ำ อย่างที่ร้านนารายามักจะมีทัวร์มาลงไม่ขาดสาย

            Perceived Quality

            นารายาใช้กลยุทธ์หลักคือ โปรดักส์ดีมีคุณภาพ โดยคุณวาสนา กล่าวว่า “ต่อให้ใช้งบฯมากมายขนาดไหน ถ้าสินค้าไม่ดี ไม่มีคุณภาพ ลูกค้าซื้อไป ไม่ชอบ ไม่พอใจ ก็เท่านั้น แต่ถ้าสินค้าดีมีคุณภาพ ลูกค้าซื้อครั้งแรกพึงพอใจ ก็จะซื้อซ้ำ นอกจากซื้อซ้ำแล้ว ก็จะบอกต่อ และบอกต่อ นารายาอยู่ได้มาจนถึงวันนี้ก็ด้วยเหตุนี้ หรือถ้าพูดให้ถูกตามหลักนักการตลาดก็คือ โปรดักต์นำการตลาด”
นอกจากคุณภาพที่ดี และ ราคาสินค้าที่ไม่แพงแล้ว มีอีกสาเหตุที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ เรื่องความหลากหลายของสินค้า ทั้งกระเป๋า สินค้าที่ใช้ในบ้าน ในห้องครัว บนโต๊ะทำงาน ฯลฯ มีหลายสี หลายแบบที่เป็นลายบนผ้าหลายชนิดหลายลาย ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน คือ คุณภาพคุ้มเกินราคา เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าใหม่ๆโดยเฉพาะคนไทย นารายาจึงมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ วางแผนเกี่ยวกับการออกสินค้า คอลเลคชั่นใหม่ที่เปลี่ยนรูปลักษณ์ใหม่ทั้งหมด เช่น ดีไซน์ ผ้า และวัตถุดิบอื่นๆที่ต่างไปจากสินค้าปัจจุบัน ซึ่งแยกสินค้าได้ 5 กลุ่ม คือ กลุ่มสินค้าพรีเมี่ยมของผู้หญิง กลุ่มสินค้าผู้ชาย กลุ่มสินค้าวัยรุ่น กลุ่มสินค้าเด็กอายุประมาณ 1 – 6 ขวบ และกลุ่มสินค้าเครื่องครัว

            Associations

            นารายาในความเข้าใจของผู้บริโภคมีหลายความหมายสาวญี่ปุ่น เรียกว่า ribbon bag กระเป๋าติดโบว์  สาวฮ่องกง เรียกว่า HU TEIB TOI หรือกระเป๋าผีเสื้อ (เพราะมีโบคล้ายผีเสื้อ) สาวจีน หรือสิงคโปร์ จะเรียกว่า มั่น กู เปา หรือกระเป๋ากรุงเทพฯ ด้วยดีไซน์ที่หลากหลายของสินค้า เหมาะกับการใช้ในชีวิตประจำวัน ปัจจุบันจึงมีสินค้าทั้งหมดเกือบ 3,000 แบบ มากกว่า 100 สี ดังนั้นลูกค้าไม่ว่าจากส่วนไหนในโลกก็สามารถเลือกสินค้าที่ชอบได้ ความชอบที่ต่างกันของคนยุโรปและคนเอเชีย แม้จะเป็นกระเป๋าเหมือนกัน แต่รูปแบบและการดีไซน์ต่างกัน ของญี่ปุ่นสีหวานกว่าใบเล็กๆ ยุโรปกับอเมริกาจะเป็นใบใหญ่ๆสีขรึมกว่า ฝรังเศสจะชอบกระเป๋ามีซิบ แต่ต้องซ่อนซิปไว้ข้างในให้เรียบร้อย และไม่ชอบกระเป๋าแบบที่เป็นถุงที่ใช้เชือกรูดหรือกระเป๋าเปิดเพราะฝรั่งเศสมีปัญหาเรื่องขโมยล้วงกระเป๋า ขณะที่ทางญี่ปุ่นชอบถุงหรือย่ามแบบเปิด หรือใช้เชือกรูด จะเห็นได้ว่าความโดดเด่นและแตกต่างของผลิตภัณฑ์จากผ้าไทยพิมพ์ลายของแบรนด์ Naraya ไม่ได้อยู่ที่ราคาถูก เริ่มต้นแค่ 20 บาท ทำให้ผู้ซื้อสะดวกใจที่จะหยิบจับเงินในกระเป๋าออกมาจับจ่ายและหิ้วกลับไปใช้เองหรือฝากคนรู้จักเพียงเท่านั้น หากแต่อยู่ที่การสร้างแบรนด์นั้นให้เกิดคุณค่าในใจต่อผู้บริโภค ซึ่งเกิดจากความรัก ความชอบ ความพึงพอใจ ของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์ NARAYA ล้วนๆ ที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากการปรุงแต่ง หรือการทุ่มงบโฆษณา ให้ชื่อสินค้าคุ้นหู หรือให้แบรนด์ติดตา

            การคุ้มครองคุณค่าแบรนด์ผ่านกฎหมาย (IP Protection)

            เมื่อสินค้าขายดีปัญหาการถูกลอกเลียนแบบ ก็ย่อมเกิดขึ้นได้โดยง่ายในสภาพสังคมและเศรษฐกิจเช่นนี้ ถึงแม้ว่า นารายา จะมีแบบและสีสีน ให้เลือกมากมาย และในด้านราคาก็ไม่ได้สูงมากนัก ก็ยังถูกขโมยไอเดีย ทำสินค้าก๊อปปี้ออกมาแข่งทั้งตลาดบน ตลาดกลาง และตลาดล่าง และทำได้เหมือนจนแทบแยกไม่ออก ซึ่ง นารายา ก็แก้ปัญหาด้วยการใส่ โลโก้นารายา ที่กระเป๋าพร้อมดำเนินการจดลิขสิทธิ์ ไม่เพียงแต่ลายผ้าเท่านั้นที่จดลิขสิทธิ์ และไม่ได้จดเป็น Trademark ที่ครอบคลุมเฉพาะสินค้าที่ผลิตเท่านั้น แต่จดเป็น Well-known Mark ซึ่งจะปกป้องทั้งหมด ที่ผู้อื่นไม่สามารถนำชื่อ หรือแบรนด์ไปใช้กับสินค้าอย่างอื่นได้  ซึ่งประเทศแรกที่มีการจดลิขสิทธิ์แบรนด์ Naraya ก็คือสาธารณรัฐเชค เนื่องจากมีลูกค้าจากประเทศนี้มาซื้อของจากนารายา ไปจำหน่ายที่นั่นเป็นจำนวนมาก ก่อนขยายมาจดลิขสิทธิ์ในญี่ปุ่น ยุโรป อินเดีย และอื่นๆ จนเกือบครบทั่วโลก  โดย นารายา โดยมีที่ปรึกษาคือ International Lawyer เป็น partner คอยดูแลเรื่องลิขสิทธิ์ให้

อ้างอิงข้อมูลจาก http://www.marketeer.co.th
                               www.gotomanager.com